PM 2.5 ราคาที่ต้องจ่ายของ Thailand 4.0 !/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

           สภาพอากาศย่ำแย่เต็มไปด้วยฝุ่นมลพิษที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และหนักหน่วงในช่วง 2-3 วันนี้ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองเคยเผชิญที่ปักกิ่งเมื่อราว 5-6 ปีที่แล้ว 

           จำได้ว่าครั้งนั้นได้เดินทางไปเมืองปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมกับลูกชาย 2 คนซึ่งไปเรียนภาษาจีนภาคฤดูร้อนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ตอนแรกที่ไปถึงตกใจมากแม้จะเตรียมใจเพราะทำการบ้านไปก่อน แต่เมื่อเจอสภาพจริงอากาศที่ดูอึมครึมเหมือนกับหมอกปกคลุมทั่วเมืองทว่าไม่ใช่หมอก หากคือฝุ่นควันพิษ ก็ทำให้ต้องคิดหนักทีเดียว เพราะขณะนั้นปักกิ่งกำลังเผชิญกับสภาพปัญหามลพิษทางอากาศในระดับวิกฤติและยังไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกว่าจะคลายตัวสู่ภาวะใกล้ปกติเมื่อใด

           ช่วงระยะเวลาที่ลูกชายทั้งสองเข้าเรียนทุกวัน ดิฉันจะเดินสำรวจสถานที่ และขึ้นระบบขนส่งมวลชนเดินทางไปตามสถานที่ที่มีชื่อเสียงของปักกิ่งแทบจะทุกวัน โดยใช้รถไฟฟ้าใต้ดินเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง ต้องใส่หน้ากากที่เตรียมไปจากเมืองไทยทุกวัน เพราะสภาพอากาศปิดมาก ตอนที่ไปจตุรัสเทียนอันเหมินก็แทบมองไม่เห็นตัวแลนด์มาร์คที่เป็นจตุรัสเทียนอันเหมินเลย 

           และจากสภาพอากาศที่ย่ำแย่มากในครั้งนั้น จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ลูกชาย 2 คนต้องเบนเป้าหมายไปเรียนที่เซี่ยงไฮ้แทน เพราะแม้จะมีปัญหาเหมือนกัน แต่เบากว่า 

           จากวันนั้นถึงวันนี้ ดิฉันก็ยังคงติดตามข่าวสารข้อมูลว่ารัฐบาลจีนจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เพราะมันส่งผลกระทบต่อคนในชาติอย่างมาก คนอยู่อาศัยในเมืองนี้แม้จะอยู่ในพื้นที่ปิดขนาดไหน ก็ยังยากที่จะหาอากาศบริสุทธิ์หายใจได้ บ้านที่มีกระจกหน้าต่าง 2 ชั้นก็ยังเอาไม่อยู่ เนื่องจากอนุภาคที่เล็กกว่า 2.5 ไมครอน ที่รู้จักกันในชื่อของค่า PM 2.5 สามารถแทรกผ่านช่องเล็ก ๆ ระหว่างบานหน้าต่างได้ 

แต่จีนก็คือจีน ที่ทำในสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ในทุกเรื่อง


           รัฐบาลจีนมีมาตรการเอาจริงเอาจังอย่างต่อเนื่องทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีการจัดตั้งตำรวจจีนหน่วยพิเศษปราบปรามปัญหาหมอกควันพิษ และประกาศให้เป็นนโยบายระดับชาติ โดยตั้งเป้าหมายบำบัดมลพิษทางอากาศระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2556-2560 เพื่อให้ความเข้มข้นโดยเฉลี่ยของฝุ่นละออง PM 2.5 ลดลงให้ได้ ด้วยการผลักดันการใช้พลังงานสะอาดแทนถ่านหินของหม้อไอน้ำ จัดการการใช้ถ่านหินด้อยคุณภาพในชนบท การโอนย้ายหรือสั่งปิดบริษัทที่ก่อให้เกิดมลพิษกว่า 2,000 แห่ง เป็นต้น 

           จากเป้าหมายและนโยบายรวมถึงการเอาจริงเอาจังของรัฐบาลจีนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความเข้มข้นเฉลี่ยต่อปีของสารมลพิษทางอากาศในกรุงปักกิ่งลดลงอย่างเห็นได้ชัด 

           ล่าสุด จีนเริ่มใช้กฎหมายว่าด้วยภาษีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 โดยกรุงปักกิ่งกำหนดจะเก็บภาษีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในอัตรา 12 หยวนต่อหน่วยของการปล่อยมลพิษทางอากาศ และ 14 หยวนต่อหน่วยมลพิษทางน้ำ 

           ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มีประชากรโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะมลพิษทางอากาศเฉลี่ย 6.5-7 ล้านคนต่อปี เป็นเด็กถึง 1.7 ล้านคน ในปี 2560 โดยจีนและอินเดียคือประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษและฝุ่นละอองสูงที่สุดในโลก ในจีนอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 1 ล้านคน ส่วนอินเดีย กว่า 6 แสนคน 

           ขณะที่ในประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 5 หมื่นคน ในจำนวนนี้ 2.2 หมื่นคนเสียชีวิตเพราะสูดเอาค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกินมาตรฐานเข้าไปจนเกิดโรคร้าย เช่น มะเร็งปอด โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดในสมอง เป็นต้น 

หันกลับมาบ้านเราบ้าง ด้วยสถานการณ์ความตื่นตัวและตื่นตระหนกของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซเชี่ยลมีเดีย น่าจะช่วยจุดประเด็นให้รัฐบาลตระหนักได้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องมีมาตรการจริงจังได้แล้ว !


           ด้วยความที่บ้านพักอาศัยของดิฉันอยู่ชานเมืองด้านฝั่งธนบุรีและยังมีต้นไม้ค่อนข้างเยอะ แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างชัดเจน สิ่งที่ทำได้และให้สมาชิกในครอบครัวทำด้วยกันก็คือพยายามอยู่ภายในอาคาร และงดภารกิจเพ่นพ่าน งดการไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะหันมาออกกำลังกายบนเครื่องที่บ้านแทน และพยายามดื่มน้ำเยอะ ๆ

เป็นความพยายามป้องกันตัวเอง ซึ่งก็ทำได้เพียงเท่านี้ !


           แต่ก็เกิดคำถามอีกว่า สำหรับคนที่สามารถป้องกันได้ ก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าคนที่ยากต่อการป้องกัน และยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศอันเลวร้ายจะทำอย่างไรล่ะ อ้อ ก็ใส่หน้ากากสิ ต้องเป็นหน้ากาก N 95 ด้วยนะ จึงจะป้องกันได้ 

           ก็เลยเกิดคำถามต่อไปอีกว่า แล้วถ้าคนที่ไม่มีล่ะ ? จะด้วยเหตุผลของขาดตลาด หรือศักยภาพในการซื้อหาผ้าปิดจมูกที่มีคนจำนวนไม่น้อย ยอมไม่ซื้อมาใช้ เพราะขอเอาเงินไปซื้อข้าวปลาอาหารดีกว่าล่ะ

           แน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้ คงไม่มีใครอยากต่อว่าใคร เพราะเป็นชะตากรรมร่วมที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิด เราเคยเผชิญสภาวะวิกฤติเช่นนี้เมื่อต้นปีที่แล้ว และเชื่อเถอะว่าจากนี้ไป เราก็คงต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้อีกแน่ และอาจถี่และนานขึ้น ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย !

           วิกฤตินี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เป็นภัยร้ายที่มองไม่เห็นชัดเจน เหมือนน้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ แต่นี่คือภัยร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนแบบผ่อนส่งเพราะการสูดเอากาศเข้าไปเต็ม ๆ 

           การแก้ปัญหาจึงไม่ควรเพียงแค่ให้ประชาชนใส่หน้ากาก และป้องกันตัวเองอย่างเดียว แต่ต้องมีมาตรการจากภาครัฐแบบเป็นเรื่องเป็นราวทั้งระยะสั้นและระยะยาว 

มาตรการระยะสั้นที่ดิฉันว่าสามารถทำได้ทันที

ประการแรก - ประกาศหยุดโรงเรียนในเขตกทม.และจังหวัดที่เกิดวิกฤติ 1 สัปดาห์ หรือเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น เพราะสุขภาพของเด็กต้องสำคัญที่สุด และเด็กก็คือกลุ่มเสี่ยงด้วย มีเด็กนักเรียนต้องเดินทางไปโรงเรียนด้วยยานพาหนะที่แตกต่างกัน เด็กที่ต้องเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์หรือต้องเดินไปโดยสารรถขนส่งมวลชนก็มิใช่น้อย 


           และเมื่อเด็กหยุดโรงเรียน ปริมาณของรถยนต์บนท้องถนนก็จะหายไปโดยอัตโนมัติ เหมือนช่วงปิดเทอม และก็สามารถลดควันบนท้องถนนได้ทันที

           ส่วนเรื่องการเรียนการสอนก็ใช้เทคโนโลยีในช่วงนี้ให้เป็นประโยชน์ในการให้เด็กทำงานที่บ้าน หรือหาช่องทางการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือเด็กนักเรียนตามวัย ให้เหมาะสมก็ได้

ประการที่สอง - ขอความร่วมมือกับสถานประกอบการ สามารถให้พนักงานทำงานที่บ้านในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติเรื่องฝุ่นมลพิษนี้ไปก่อน โดยมีหน่วยงานของภาครัฐดำเนินการด้วย ก็จะช่วยลดปริมาณการใช้รถได้เพิ่มขึ้นด้วย

ประการที่สาม - สถานที่ก่อสร้างทั้งหลายต้องจัดการดูแลปกคลุมพื้นที่การก่อสร้างไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจายทันที ถ้าไม่ปฏิบัติก็ปรับทันที 


           แต่สิ่งที่สำคัญมากคือมาตรการระยะยาวที่ภาครัฐต้องจริงจังและลงมือทำทันที คือมีมาตรการต่อเรื่องนี้อย่างไร มีตัวอย่างหลายประเทศที่ได้ดำเนินการแก้ไขไปก่อนหน้านี้ ก็ควรจะนำไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังเสียทีเถอะ

สุดท้าย - ประเด็นสำคัญที่ผู้ใหญ่อย่างเราควรถือโอกาสในการสอนลูกหลานของเราให้รู้จักการป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี การปฏิบัติตัวในสถานการณ์ฝุ่นมลพิษต้องทำอย่างไร และอย่าลืมบอกด้วยว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่นมลพิษซึ่งเป็นฝีมือของผู้ใหญ่รุ่นเรา ๆ ด้วยนะ

สำคัญที่สุดอย่างยิ่งคือหลักคิดในการพัฒนาประเทศที่เราจะต้องตระหนักว่าบนทิศทางการพัฒนาที่เราเดินต่อเนื่องมากว่าครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เพื่อแลกกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตัวเลข GDP นั้น เราต้องจ่ายไปด้วยราคาที่แพงขนาดไหน และแพงเกินไปหรือไม่ ในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง เราเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่ทะยานขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่นี่เรากำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพของพลเมืองไม่ว่ายากดีมีจน

ถ้าคิดว่ามันแพงเกินไปที่ประเทศเราจะจ่ายได้ ก็ต้องเริ่มต้นทบทวนกันอย่างจริงจังแล้ว
ที่มา : MGR ONLINE
วันที่ : 16 ม.ค. 2562