กลุ่มพลังงานหมุนเวียนร่อนหนังสือถึง ก.พลังงาน ทบทวนร่างพีดีพีใหม่


           กลุ่มพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. ยื่นหนังสือถึงกระทรวงพลังงานขอให้ทบทวนร่างแผนพีดีพีใหม่เหตุยังขาดความสมบูรณ์หวังให้มีการจัดทำให้ครบทุกมิติ กาง 7 ประเด็นที่ควรปรับปรุง โดยเฉพาะควรให้มีการจัดทำแผน AEDP และ EEP ก่อน พร้อมตอกย้ำค่าพยากรณ์ที่ทำให้พึ่งพิงก๊าซฯ มากเกินไป

           นายสุวัฒน์ กมลพนัส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า วันนี้ (24 ธ.ค.) กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนได้มีมติเห็นชอบร่วมกันในการส่งหนังสือถึงนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เพื่อขอให้ทบทวนร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่กระทรวงพลังงานได้มีการเปิดรับฟังความเห็นก่อนหน้านี้ให้ครบทุกมิติซึ่งกลุ่มฯ ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมรับฟังเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะมีความเห็นว่าการจัดทำแผนดังกล่าวยังขาดความสมบูรณ์

           ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะ 7 ประเด็นสำคัญที่เห็นว่ายังขาดความชัดเจน ได้แก่ 1. การคาดการณ์ความต้องการกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งในร่างพีดีพีไม่ได้รวม Captive Power ของกลุ่มผู้ผลิตไฟเองใช้เอง (IPS) ในการวางแผนการจัดสรรกำลังการผลิตไฟฟ้าระหว่างปี 2561-2580 ดังนั้นจึงควรใช้กราฟความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทยและกราฟของกำลังผลิตไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ที่รวม IPS แล้วในการวางแผนและจัดสรรกำลังการผลิตระหว่างปี 2561-2580 เพื่อให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากสุด

           2. วิธีคำนวณกำลังผลิตไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ เห็นว่าควรจะใช้ตัวเลขของกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้ทั้งหมดของระบบมากกว่า ซึ่งจะสะท้อนกำลังผลิตสำรองที่แท้จริงของระบบได้โดยไม่จำเป็นจะต้องจัดสรรกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมถ้าหากระดับกำลังการผลิตสำรองของระบบไม่น้อยกว่า 15% และไม่น้อยกว่าขนาดของโรงไฟฟ้าที่ใหญ่สุดของระบบ เป็นต้น

           3. กำลังผลิตไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ของพลังงานหมุนเวียน จากสมมติฐานการจัดทำค่าพยากรณ์นั้นพยากรณ์การผลิตไฟของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก (VSPP) ของเชื้อเพลิงแต่ละประเภทโดยใช้ Plant Factor และ Generation Profile ตามลักษณะการผลิตไฟฟ้าปี 2558-60 แต่ปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้มีการดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm ไปแล้วและได้ผลเป็นที่น่าพอใจกำลังผลิตไฟที่เชื่อถือได้ตามร่างแผนพีดีพีจะไม่สามารถนำไปใช้ได้กับโรงไฟฟ้าหมุนเวียนที่กำลังสร้างใหม่ปี 2561-2580 ที่มีปริมาณถึง 20,757 เมกะวัตต์ หากปรับสมมติฐานจะสามารถลดสัดส่วนของกำลังการผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ โดยเฉพาะสัดส่วนที่พึ่งพิงก๊าซฯ ที่ต้องนำเข้า LNG ระยะยาว

           4. ปริมาณของกลุ่มผู้ผลิตไฟเองใช้เอง หรือ IPS ร่างแผนพีดีพีมีการใช้การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่ม IPS เติบโตตามการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมซึ่งการไม่นำเอา IPS มาใช้ในการคาดการณ์ความต้องการกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่อาจส่งผลให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมีกำลังผลิตไฟมากเกินความจำเป็น และจะทำให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อนในระบบซึ่งจะเป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟระยะยาว 5.การเข้ามาของ Disruptive Technology แผนจะเน้นสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่สวนทางกับเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนไปที่เทรนด์จะเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกระจายตัวใกล้กับแหล่งที่ใช้ไฟฟ้า 

           6. การขาดมิติการส่งออกพลังงานไฟฟ้าไปต่างประเทศ ซึ่งไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียนเพื่อรักษาสมดุลการผลิตในประเทศและจัดการทรัพยากรให้ได้ประโยชน์สูงสุด 7. ขาดแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) และแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) ซึ่งเห็นว่าควรจะจัดทำ 2 แผนนี้ให้เสร็จก่อนเพื่อให้ทราบศักยภาพทั้งหมดด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานจึงมากำหนดแหล่งพลังงานแต่ประเภทต่อไป 

“เอกสารนี้ยังทำสำเนาส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ฯลฯ เป็นต้น เนื่องจากเห็นว่าสมมติฐานดังกล่าวอาจทำให้แผนขาดความแม่นยำและถูกต้องโดยรวม” นายสุวัฒน์กล่าว
ที่มา : MGR ONLINE
วันที่ : 24 ธ.ค. 2561