“ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์” ประชาธิปไตยที่กินได้ของประชาชน

            ประเด็นความขัดแย้งในการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ เป็นโจทย์ใหญ่ที่มีการถกเถียงและปฏิบัติการณ์อย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีคิดที่ต่างกันฟ้ากับดิน

            ฝ่ายถ่านหินมั่นใจในเทคโนโลยี และต้องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งไฟฟ้าไปทั่วไทยให้สว่างไสว ผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ นำส่งรัฐ นำมาใช้บริหารองค์กร และนำมาส่วนน้อยมาเยียวยาคนกระบี่-เทพา ผ่านกองทุนไฟฟ้าในพื้นที่

            ฝ่ายชาวบ้าน นักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคมคิดอีกแบบ เราควรส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดให้มากที่สุดก่อน เปิดกว้างให้ประชาชนผลิตไฟจากแสงอาทิตย์ สนับสนุนเอากากชีวมวลมาผลิตไฟฟ้า เป็นต้น หากเต็มที่จริงๆ เชื่อว่าภาคใต้อาจไม่ต้องผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเลย แต่รัฐบาลยังเมินเฉย ไม่ได้ใส่ใจการเปิดกว้างนโยบายโซลาร์เซลล์เสรี ไม่ขจัดอุปสรรคด้านระเบียบยุ่งยากในการขออนุญาต ไม่ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟในอัตราเร่ง รวมทั้งไม่รณรงค์ส่งเสริมใดๆ อย่างเป็นรูปธรรม

            ข้อมูลจากระบบผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์โรงพยาบาลจะนะ อ.จะนะ จ.สงขลา ที่เดินระบบมาครบ 1 ปี พบว่า
“ระบบโซลาร์เซลล์โรงพยาบาลจะนะ ขนาดกำลังผลิต 20.4 กิโลวัตต์ (kW) ติดตั้งบนหลังคาตึกโรงพยาบาล เป็นระบบ on grid คือผลิตไฟแล้วใช้เลย ไม่ได้เก็บใส่แบตเตอรี่ ได้ผลิตไฟฟ้ามาครบ 1 ปีแล้ว เราเริ่มติดตั้งด้วยช่างอาสามาเรียนรู้ โดยมีวิศวกรควบคุมงาน จนสามารถเดินระบบได้ในวันที่ 22 ตุลาคม 2560...

            “โดยลงทุนไป 750,000 บาท ด้วยเงินบำรุงของโรงพยาบาลเอง (ประหยัดส่วนค่าแรงได้ 50,000 บาท ดังนั้นหากคำนวณค่าแรงด้วยก็จะเท่ากับต้นทุนที่ 800,000 บาท) และเมื่อครบ 1 ปี ในวันที่ 22 ตุลาคม 2561 พบว่าระบบเดินนิ่งตลอดปี ไม่มีสะดุดหรือเสียเลยแม้แต่วินาทีเดียว การตรวจสอบระบบเมื่อครบปี ทุกอย่างไม่มีปัญหา”
 

 
            ทั้งนี้ตัวเลขผลการผลิตไฟฟ้าจากหน้าจอ invertor ซึ่งแม่นยำและมิอาจจะปรับแก้ใดๆ ได้ มีผลการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของโรงพยาบาลจะนะ ดังนี้ ระบบโซลาร์สามรถผลิตไฟได้ทั้งปีเท่ากับ 27,590.7 หน่วย (kWh) เมื่อคิดอัตราค่าไฟฟ้าในอัตรา TOU ที่ รพ.จะนะต้องจ่ายเฉลี่ยที่หน่วยละ 4 บาท สามารถประหยัดงบได้ 110,362 บาท/ปี หากคำนวณลงละเอียด โดยเฉลี่ยในแต่ละวันจะผลิตไฟฟ้าได้ 75.59 หน่วย (27590.7 หน่วยหาร 365 วัน) หรือคิดเทียบเท่าปริมาณกำลังการผลิตที่แสงแดดเต็มที่ ได้เท่ากับ 3.7 ชั่วโมง/วัน (75.59 หน่วย/วัน หารด้วยกำลังการผลิต 20.4 kW)

            ระบบโซลาร์รูฟของโรงพยาบาลจะนะลงทุนไป 750,000 บาท ดังนั้นอัตราคืนทุนจึงอยู่ที่ 6.8 ปี ทั้งนี้ระบบโซลาร์มีอายุใช้งานประมาณ 25 ปี หากคำนวณในอัตราค่าไฟที่ประหยัดได้ปีละ 110,362 บาท จะสามารถลดค่าไฟฟ้าของโรงพยาบาลได้ตลอด 25 ปี เท่ากับ 2,759,050 บาท หรือมีกำไรจากงบลงทุนไปเท่ากับ 2,009,050 บาท ในเวลารวม 25 ปี (คิดที่ค่าไฟในอนาคตราคาเดียวกับปัจจุบัน)

            ทั้งนี้ หากรวมค่าพีคการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง เพราะระบบโซลาร์ช่วยลดพีคการใช้ไฟของโรงพยาบาลลงด้วย พบว่า ลดค่าไฟจากค่าพีคที่ถูกเรียกเก็บได้อีกเป็นพันบาทต่อเดือน แต่เนื่องจากตัวเลขนี้แจกแจงยาก จึงไม่ได้นำมาคำนวณด้วย

            อีกทั้งภาคใต้มีฝนตกบ่อย และฝนมีความแรงค่อนข้างมาก ทำให้ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลจะนะไม่มีต้นทุนการล้างแผงเลย เจ้าหน้าที่ที่ดูแลไม่เคยต้องล้างแผงเลย แผงสะอาด ฝนช่วยล้างให้ทุกเดือน

            ราคาปัจจุบัน ระบบโซลาร์เซลล์ออนกริด หรือผลิตไฟฟ้าแล้วใช้เลยไม่เก็บใส่แบตเตอรี่ ที่กำลังการผลิต 30 กิโลวัตต์ (kW) ราคาติดตั้งอยู่ที่ 1 ล้านบาท
 

            ผมลองคำนวณแบบเร็วๆ สมมุติว่าเรางดซื้อเรือดำน้ำที่ได้ลงนามจัดซื้อไปในปี 2560 มูลค่างบผูกพัน 36,000 ล้านบาท นำเงินก้อนนี้มาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาส่วนราชการแบบให้เปล่า ติดตั้งทุกแห่งทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน โรงพัก อาคารโรงเรือนต่างๆ ส่วนภาคเอกชนก็ให้กู้ยืมแบบไม่มีดอกเบี้ย จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งได้ 1,080,000 กิโลวัตต์ หรือ 1,080 เมกะวัตต์ทีเดียว

            เมื่อคำนวณออกมาเป็นค่าไฟฟ้าที่จะประหยัดได้ (1,080,000 kW x 4 ชม. X 365 วัน x 4 บาท) จะเป็นเงินค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ 6,307 ล้านบาทต่อปี เงินส่วนนี้ก็นำมาใช้พัฒนาประเทศ ช่วยปลูกป่า ช่วยคนจนคนยาก ช่วยให้ทุนการศึกษาเด็กยากไร้ ช่วยค่ารักษาพยาบาลคนยากลำบาก โดยไม่ต้องนำไปจ่ายค่าไฟฟ้า

            การลงทุนเช่นนี้ ลงทุนครั้งเดียว แต่ได้ผลการประหยัดค่าไฟฟ้าไปตลอด 25 ปีตามอายุของแผงโซลาร์ แน่นอนว่าอาจมีค่าบำรุงรักษาบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมาย นั่นแปลว่า รัฐบาลจะประหยัดค่าไฟได้ 6,307 ล้านบาทต่อปี หากคิดที่ค่าไฟไม่เพิ่มขึ้นเลย ตลอด 25 แผงของแผงโซลาร์ที่ลงทุนไป 36,000 ล้านบาท จะประหยัดงบค่าไฟฟ้าของประเทศชาติได้ถึง 157,675 ล้านบาท หากค่าไฟฟ้าแพงขึ้นก็จะยิ่งประหยัดงบได้เพิ่มขึ้นอีก

            นอกจากประหยัดค่าไฟฟ้าได้ ยังเป็นการเพิ่มการจ้างงานอีกด้วย ทั้งงานการติดตั้ง การบำรุงรักษาระบบ รวมทั้งงานซ่อมแซม และงานประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ งานลักษณะนี้จะทำให้วิทยาลัยอาชีวศึกษามีชีวิตชีวา นักศึกษาอาชีวะจบมามีงานทำ หรือมีงานที่เป็นนายของตนเองได้ เศรษฐกิจฐานรากจะหมุนเวียน มากกว่าการจ้างงานจากโรงไฟฟ้าหลักขนาดใหญ่ ที่มีการจ้างงานไม่เกินแห่งละ 500 คน ซึ่งจะมากกว่านับพันเท่า
 

            บ้านเรือนแต่ละหลังก็ควรได้รับการส่งเสริมการติดตั้งจากภาครัฐ อย่างน้อยก็คือการลดความยุ่งยากในการขออนุญาต และให้มีการใช้นโยบาย net metering หรือไฟที่ผลิตเหลือใช้ให้สามารถขายกลับให้การไฟฟ้าได้ เท่านี้เงินในกระเป๋าของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อมีเงินเหลือ การบริโภคจะเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจฐานรากจะยิ่งหมุนเวียน ประโยชน์หลายสถานเพราะการนี้

            ส่วนเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น หากดำเนินนโยบายส่งเสริมการติดตั้งและใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล พลังงานลม และมาตรการประหยัดพลังงานจนเต็มที่แล้ว ยังไม่เพียงพอ ก็ค่อยมาหาข้อสรุปกันเรื่องความจำเป็นในการการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกันต่อไป แต่พลังงานสะอาดต้องมาก่อน นี่คือหลักคิดหลักการ

            พลังงานหมุนเวียนคือ รูปธรรมการปลดปล่อยประชาชนจากพันธนาการด้านพลังงาน ที่ผูกขาดโดยรัฐและทุนมายาวนาน อนาคตภาคใต้ อนาคตประเทศไทย และอนาคตของโลก อย่างไรก็หนีไม่พ้นการก้าวเดินสู่ใช้พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง

โลกกำลังจะเปลี่ยนไป “พลังงานหมุนเวียน” คืออีกหนึ่งหัวขบวนของการสร้าง “ประชาธิปไตยที่กินได้” ของประชาชน
 
ที่มา : MGR ONLINE
วันที่ : 20 พ.ย. 2561